Skip to content

วิศวะฯลดรับตรงเหลือ 60%

พฤศจิกายน 20, 2009

วิศวะฯ  ถกไม่จบสัดส่วน  “รับตรง-แอดมิชชั่นกลาง”  ปี  54  รับปากรับตรงไม่เกิน   60%   และให้ใช้คะแนน  GAT/PAT  คณบดี  สจล.ชี้ระบบชักเริ่มถอยหลังก่อนยุคเอนทรานซ์  เด็กวิ่งรับตรงมากขึ้น  เตรียมชี้ขาดศุกร์  20  พ.ย.นี้

รศ.อุรุยา  วีสกุล  คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  (มธ.)  เปิดเผยถึงผลการประชุมของที่ประชุมสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย  เมื่อเร็วๆ  นี้ว่า  การประชุมของกลุ่มย่อยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  ได้มีการพิจารณาถึงผลการประชุมของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย  (ทปอ.)  ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิต  นักศึกษา  หรือแอดมิชชั่น  ที่จะใช้ในปีการศึกษา  2554  คือ  ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม  ม.ปลาย  (GPAX)  20%  ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน  (O-NET)  30%  การทดสอบความถนัดทั่วไป  (GAT)  10-50%  และการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ   (PAT)  0-40%  ซึ่งค้านกับข้อเสนอของที่ประชุมสภาคณบดีคณะวิศวะ ฯ   ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วน  PAT3  ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์  50%  เบื้องต้นในการรับสมัครนิสิต   นักศึกษา  ในปี  2554  เป็นต้นไปนั้น  ที่ประชุมได้รวมรวบข้อเสนอให้แต่ละคณะ  แต่ละมหาวิทยาลัย  สามารถกำหนดสัดส่วนการรับตรงได้  ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการ ของแต่ละคณะเอง  โดยขอไม่ให้เกิน  60%  และให้นำผลคะแนน  GAT/PAT   มาใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคะแนน

อย่างไรก็ตาม  ในการประชุมครั้งที่ผ่านมาเป็นเพียงการประชุมของกลุ่ม ย่อย  เพื่อพิจารณาข้อสรุปของที่ประชุม  ทปอ. และรวบรวมแนวทางในการรับสมัครนิสิต  นักศึกษาเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของกลุ่มคณะวิศวะฯ   โดยจะนำเสนอในที่ประชุมใหญ่อีกครั้งในวันศุกร์ที่  20  พ.ย.2552  เพื่อหาข้อสรุปเป็นแนวทางในการนำไปใช้ในปีถัดไป

ด้าน   รศ.ดร.กอบชัย  เดชหาญ  คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง   (สจล.)  กล่าวว่า  ขณะนี้ทางคณะวิศวะฯ  ของ  สจล. ได้มีการรับสมัครนักศึกษาผ่านการรับตรง  โครงการวิทยาศาสตร์  และแอดมิชชั่น  ซึ่งผลการประชุมของ  ทปอ.ยืนยันตามที่ประกาศไว้  ทางคณะวิศวะฯ  สจล.คงต้องดำเนินการตาม  แต่สัดส่วนระหว่างรับตรงกับแอดมิชชั่นคงเปลี่ยนแปลงไปเป็นรับตรงอาจเพิ่ม เป็น  60%  และแอดมิชชั่น   40%  โดยจะยึดรับนักศึกษาผ่านรับตรงก่อน  เหลือที่นั่งเท่าไหร่จะรับเพิ่มจากแอดมิชชั่น  เพราะหากไม่เปิดรับตรงมากขึ้น  ทางคณะคงไม่ได้เด็กตรงกับความต้องการ  อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เด็กเสียเวลาในการเรียนไป  1  ปี  หรือ  2  ปี  เนื่องจากหากเด็กเข้ามาเรียน  และเรียนไม่ได้ก็ต้องออกไปเริ่มใหม่

“ตอนนี้ระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยกำลังถอยหลังสู่ยุคก่อนที่ จะมีเอนทรานซ์  เพราะมหาวิทยาลัยเปิดรับตรงมากขึ้น   เด็กก็วิ่งสอบเหมือนเคย  ส่วนที่จะให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  (สกอ.)  เป็นศูนย์กลางในการรับตรงนั้น  ถือเป็นเรื่องที่ดี  แต่หากมีศูนย์กลางรับตรงแล้ว   คณะยังไม่ได้เด็กตามที่ต้องการ  เชื่อว่าแต่ละแห่งคงเป็นรับตรงเองอีกรอบ   ดังนั้น  ทางที่ดีแต่ละสภาคณบดี  ทปอ. ควรประชุมหารือถึงแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน”  รศ.ดร.กอบชัยกล่าว.

 

ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ ไทยโพสต์ (http://www.thaipost.net)
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: